วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ค่ำคืนสุดท้ายในห้องสีม่วง

คืนนี้คงจะเป็นคืนสุดท้ายที่ได้นอนในห้องห้องนี้แล้วสินะ
กว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกที อาจจะหนึ่งปี สองปี สามปี หรือสี่ปี ไม่มีใครรู้ได้


ใครต่อใครถามว่า ตื่นเต้นบ้างหรือยัง
ประโยคคำถามนี้มักจะทำให้เจ้าตัวผู้ที่จะกำลังเดินทางต้องหยุดไปแปบนึงเพื่อคิดว่ากำลังรู้สึกไรเหรอ
ทำไมล่ะ ใยเจ้าไม่มีความตื่นเต้นบ้าง


อาจจะเป็นเพราะมีผุ้ร่วมเดินทางไปด้วย
อาจจะเป็นเพราะมันยังไม่ได้เหยียบสนามบิน
อาจจะเป็นเพราะยังวุ่นๆ งงๆกะทุกอย่างที่ตระเตรียม
อาจจะเป็นเพราะเจอคนมากมาย หลากหลายเวียนเข้ามา


เท่าที่รู้คงจะเป็นเพราะเรายังไม่ได้ "หยุด" เลยตังหาก
หยุดที่จะรับรู้ความรู้สึกภายใน


จะปรับตัวได้ไหมนะกับการเจอผู้คนมากมาย เลี้ยงแล้วเลี้ยงอีก
กับความตรงกันข้ามของผู้คนที่นู่นที่แทบจะไม่มีให้เห็น


ค่ำคืนนี้ดีใจมากที่เรามีความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นบ้างแล้ว
จริง... มือที่กำลังจับตะเกียบ...หัวที่กำลังคิดปรุงแต่ง ว่าฝรั่งจะคิดไงกะการใช้ตะเกียบหมุนบะหมี่เข้าสู่ปาก
ความตื่นเต้นบังเกิด...หยุดที่จะรับรู้ความรู้สึกข้างใน


ดีไม่น้อย ถ้าการไปครั้งนี้ จะฝึกให้เราได้ภาวนาทุกขณะ
ดีไม่น้อย ถ้าการไปครั้งนี้ จะทำให้เรารับรู้ความรู้สึกตามความเป็นจริง
ดีไม่น้อย ถ้าการไปครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่จะเดินต่อไป
ดีไม่น้อย ถ้าการไปครั้งนี้ จะสามารถนำความรู้มาใช้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
ดีไม่น้อย ถ้าการไปครั้งนี้ จะทำให้ผู้อื่นที่เรารัก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในรูปแบบของแต่ละคน


ขอบคุณป๋าที่ทำให้มีวันนี้ ขอบคุณแม่ที่วันนี้เราได้คุยกัน...อ่าจะร้องไห้
ขอบคุณพระ สำหรับความเมตตาและคำเทศน์ที่เตือนสติทั้งหลาย
ขอบคุณครอบครัวพระที่เลี้ยงลูกคนนี้เหมือนลูกแท้ๆ
ขอบคุณพี่ ป้า น้า อาที่ดูแลหลานคนนี้อย่างดี
ขอบคุณแรงใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ และสังฆะทุกๆคน


ไม่มีจากไป ไม่มีกลับมา No coming, no going
ไม่มีก่อนนี้ไม่มีวันหน้า No after, no before
โอบเธอไว้แนบใจฉัน I hold you close to me
ปลดปล่อยเธอจากพันธนา I release you to be so free
เพราะตัวฉันอยู่ในใจเธอ Because I am in you,
และเธออยู่ในฉันนี้ and you are in me
เพราะตัวฉันอยู่ในใจเธอ Because I am in you,
และเธออยู่ในฉันนี้ and you are in me

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เก็บแต้ม


ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองต้องจากถิ่นที่เกิดไปนาน นานที่สุดตั้งแต่เคยเกิดมา

เลยเริ่มรู้สึกว่ารักถิ่นที่เกิดตัวเอง มีหลากหลายที่ที่เรายังไม่เคยได้ไป ได้สัมผัส
ในช่วงสามสเดือนที่ผ่านมา เลยได้ไปสัมผัสมากกว่าที่คิด...เรียกว่าเก็บแต้มจริงๆ
ไปมากจน เอ๊ะหลงลืมบางที่ไปหรือเปล่า
แต่เอาล่ะ เอาเท่าที่นึกได้ และจีเก้าได้บันทึกมันมา....



สถานที่แรกที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง นั่นคือรีทรีทสไตล์หมู่บ้านพลัมที่ไร่หวานสนิท จ.สระบุุรีเป็นเวลาสิบวัน ทั้งบรรยากาศของสถานที่ รอยยิ้มของผู้ร่วมภาวนา และเนือ้หาช่างงดงาม



กลับมาจากงานภาวนาไม่นาน หนีขึ้นอีสาน จ.บุรีรัมย์ ไปทอผ้าที่อ.นาโพธิ์ เป็นกลุ่มทอผ้าไหม ที่ส่งออกได้มากมาย คราวนี้ได้ไปเรียนรู้ขุั้นตอนตั้งแต่เลี้ยงไหม มัดหมี่ ย้อมสี และขึ้นเส้นยืน กรอเส้นพุ่ง และทอ ทริปนี้ต้องขอบคุณพี่ปุ๋ย และน้องแนนซี่ ที่ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้การทอผ้าในถิ่นเกิดเมืองเรา



อีสานแล้วเราก็ย้ายถิ่นลงใต้ ไปนอนวัดธารน้ำไหลสวนโมกข์ จ.สุราษฎร์ธานีหนึ่งคืน รุ่งขิ้นจึงไปสวนโมกข์นานาชาติซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน เพื่อเข้าคอร์สการภาวนา "สัมผัสการตื่นรู้" ของพี่ตั้มโยคี



หลังจากภาวนากันมาเยอะ ก็มีสาวนึงได้ออกจากงาน แล้วเสี้ยนอยากไปเที่ยว เลยไปแอ่วเหนือกันมา ได้ไปพักพิงบ้านอาจารย์อ้อมกะพี่ตี๋ อบอุ่นมากๆ ไปทำบุญและกิน กิน กิน ก็มีไปกินร้านอาหารมังที่ร้านคุณเชิญ และที่พรรณพันในวัดสวนดอก จากนั้นไปบ้านไร่งาม ไปร้านเล่า ไปกินเค้กร้านพายสบาย ไปแวะชมร้านอวตาร์ ไปกินสวนนม ไปเยี่ยมน้านกที่ดอยสะเก็ด ไปแม่ปั้นดินพ่อทำสวน ไปตักบาตรดอกไม้ ไปวัดสันป่าสักวรอุไร ไปกินเค้กที่.....อืม หิวเลยอ่า



ไปเชียงใหม่เสร็จ ตอนขากลับก็แวะนอนบ้านคุณชื่นหนึ่งคืน ตื่นมาเดินตลาดเช้า เมืองอุทัยเป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมากๆเลย




อีสานก็แล้ว ใต้ก็แล้ว กลางก็แล้ว เลยขอไปตะวันตกกันบ้าง คราวนี้ไปวัดของท่านมิซสุโอะ สวดมนต์ ไหว้พระ และชมธรรมชาติ...





กลับมาไม่นาน ก็ไปมีตติ้งของสาวๆ ต้อนรับการกลับมาของเพื่อน และอำลาผู้ที่เดินทางไปเรียนต่อทั้งหลายแหล่งรวมตัว เป็นบ้านริมหาดที่หัวหิน ทริปนี้ไม่ได้ทำไรเลย ถ่ายรุปกันนานรวมกันประมาณห้าชั่วโมงได้555




ไปหัวหินไม่นานก็ได้กลับไปหัวหินอีกครั้ง เพราะว่าพาน้าและน้องที่มาจากอเมริกาไปเที่ยว






และขากลับได้แวะไหว้พระที่พระปฐมเจดีย์





วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปทำบุญที่อ่างเก็บน้ำเขาใหญ่ จากนั้นได้เดินทางไปวัดคำประมง จ.สกลนคร เป็นวัดที่หลวงตามีโครงการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยยาสมุนไพร ไม่ได้บอกว่ามาที่นี่แล้วจะหายได้ร้อยเปอร์เซน แต่ให้ตายได้อย่างมีความสุข การรักษาที่นี่ได้ต้องมีญาติผู้ป่วยมาอยู่ด้วยที่วัดอย่างน้อยหนึ่งคน และทุกวันทั้งผู้ป่วยและญาติต้องร่วมปฏิบัติและภาวนาไปพร้อมกันกับการรักษาด้วยยา

มาแล้วประทับใจเพราะกำลังใจของพวกเขา ไม่รู้เลยว่าเค้ากำลังป่วยกันอยู่ และทุกเช้าและทุกเย็นจะมีการร้องเพลง"กำลังใจให้คุณ" ฟังกี่รอบต่อกี่รอบก็ไม่มีเบื่อจริงๆ


ขอมอบดอกไม้ในสวนนี้เพื่อมวลประชา

จะอยู่แห่งไหน จะใกล้จะไกลจนสุดขอบฟ้า

ขอมอบหวังดังดอกไม้ที่ผลิสดไสวอาณา

เป็นกำลังใจให้คุณ เป็นกำลังใจให้เธอเป็นสิ่งเสนอให้มา

ดวงตะวันทอแสง มิถอยแรงอัปรา

เป็นเปลวไฟที่ไหม้นาน เป็นสายธารที่ชุ่มป่า

เป็นแผ่นฟ้าทานทน

ขอมอบดอกไม้ในสวน ให้หอมอบอวลสู่ชน

จงสบสิ่งหวังให้สมตั้งใจให้คลายหมองหม่น

ก้าวต่อไปตราบชีวิตสุด ดุจกระแสชล

เป็นกำลังใจให้คุณ เป็นกำลังใจให้เธอ เป็นสิ่งเสนอให้คุณ

เป็นกำลังใจให้คุณ เป็นกำลังใจให้เธอ เป็นสิ่งเสนอให้คุณ





ถึงทริปสุดท้ายที่ได้ไป ก่อนจะหยุดเตรียมตัวเพื่อไปต่างแดนกันเสียที
ทริปนี้ไปเขาแผงม้า ประชากรเยอะเหลือเกิน ได้ดำนา ดูกระทิง และ ทำสปาเท้า โดดน้ำคลอง


ต้องขอขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทุกทริป และขอขอบคุณเวลาที่มีค่าที่ให้ได้สัมผัสความงดงามทั้งหมด..


วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปรี๊ด

ไม่นานมานี้ มีคนถามว่าถ้าเราปรี๊ดสุดๆ สิ่งที่จะพูดออกมาคือคำว่าอะไร
ตอนนั้นนั่งคิดอยู่นาน แล้วก็ตอบออกไปว่า " ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้อ่ะ"
ในช่วงเวลานั้นคิดแล้วคิดอีกว่า ถ้าเราปรี๊ดจริงๆเราจะพูดคำนี้จริงเหรอ

ความหมายที่ได้จากประโยคนี้ ที่เพื่อนๆถ่ายทอดสู่กันมา หนีไม่พ้นคำว่า "น้อยใจและกังวลใจ"

เช้าวันนี้ ฉันได้พูด "ทำไมถึงทำกับส้มแบบนี้" "ทำไมถึงทำกับส้มแบบนี้" พร้อมกับหยาดน้ำตาที่รินไหล
กลับมามองความรู้สึกตัวเอง มันเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งสองอย่างนั้นเต็มๆ
คำคำนี้มันเหมือนว่ากำลังต่อว่าคุณคนที่ทำให้เรารู้สึก แต่ความจริงแล้วถ้ามองดีๆ จะพบว่าคุณคนที่ทำให้เรารู้สึก ก็คือเรานั่นเอง ฉันเป็นคนเริ่มมัน ฉันก็ย่อมได้รับผลของมัน มันเป็นเช่นนั้นเอง.....

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

หลงลืมและหลอกลวง

คุณ ก : แปลกเนอะว่าวันๆนึง เรามักจะมองแต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ที่มันไกลตัวออกไป
โดยที่เรามักจะลืมมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราแท้ๆ
คุณ ข : .....
คุณ ก : ดูสิมีวันไหนบ้าง ?? ที่เราได้มองเห็นขนตาของเราเอง


คุณ ข : นั่นสิ แล้วคิดดูดิว่า สิ่งที่เราเห็นน่ะ บางทีอาจไม่มีอยู่จริงแล้วก็ได้
คุณ ก : .....
คุณ ข : ดูสิ แสงดาวที่สวยงามที่เราเห็นอยู่ บางทีดาวดวงนั้นอาจจะดับไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้??

เอ็มเอสเอ็นเตือนสติ

พอดีว่าใช้เอ็มเอสเอ็นที่ถูกตั้งค่าไว้เป็นภาษาไทย
แล้ววันดีคืนดี ก็กดไปเลือกสถานะ "เดี๋ยวกลับมา" หรือ Away นั่นเอง


แต่ไอ้ที่เห็นแล้วยิ้มได้ก็เป็นเพราะว่า มันเรียกสติเรากลับคืนมาในทันทีทันใด

เพราะหน้าต่างมันขึ้นชื่อว่า "เดี๋ยวกลับมา อยู่ในปัจจุบัน"

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

โปสการ์ด

มีคนบอกไว้ว่า บนโปสการ์ดมันมีเรื่องราวมากมาย
และมันก็ง่ายมากที่จะถึงมือผู้รับ
และมันก็ง่ายมากที่จะหล่นหายไปกลางทาง


บางทีท่านบุรุษไปรษณีย์อาจจะหมั่นไส้ในความเลี่ยนของมัน
หรือบางทีลมอาจจะพัดมันตกน้ำไป..ใครจะรู้


สิ่งสำคัญของมัน..อาจไม่ได้อยู่ตรงที่มันถึงมือผู้รับหรือเปล่า
เพราะคนรับไม่ได้รู้หรอกว่าจะมีโปสการ์ดใดๆมาถึงตน
แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ผู้ส่งต่างหาก ว่าเค้าคนนั้นมีความสุขกับการได้เขียนและส่งไปเช่นไร
มันเป็นเพียงความรัก ความปรารถนาดีที่มอบให้ และต้องพร้อมที่จะไว้วางใจมันเช่นกัน

วิกฤตเป็นโอกาส

เมื่ออาทิตย์ก่อน ขณะขับรถไปตามถนนเกษตร-นวมินทร์
อยู่ๆรถก็ติดเอาเรื่อง
ดึกก็ดึกแล้ว
หงุดหงี๊ดหงุดหงิด
พอรถค่อยๆเคลื่อนก็ได้รู้ว่าข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น...อืม..ม...ความสงสัยก็เริ่มลดลง
พอรถเคลื่อนไปบริเวณเกิดเหตุ ใจก็เต้นตึกตัก ตึกตัก อยากจะกรี๊ดออกมา
แต่ที่กรี๊ดไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นเพราะเจอเพื่อนสมัยประถมที่กำลังอยู่ในเครื่องแบบ
ไม่ใช่เครื่องแบบนักเรียน ไม่ใช่เครื่องแบบชุดพละ
ไม่ใช่ผ้าขาวม้า อันเป็นชุดประจำตัวไม่ว่าเขาคนนั้นจะไปงานใดก็ตาม
แต่ที่เห็นเป็นเครื่องแบบอาสาสมัครหน่วยกู้ภัย
ความหงุดหงิดเปลี่ยนเป็นความซึ้งใจ...ในความงดงามของเพื่อนคนนั้น
ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ...อ้ายบุญ บุญฤทธิ์ โพธิ์แก้ว